กฎหมายฉลากโภชนาการของฮ่องกง (Nutrition Labeling Law)

ความเป็นมา 

n  ฮ่องกงได้พิจารณาออกกฎหมาย 2 ฉบับ คือ (1) กฎหมายความปลอดภัยทางด้านอาหาร (food safety law) ที่ให้ความสำคัญกับการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ และ (2) กฎหมายฉลากโภชนาการ (nutrition labeling law) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นส่วนที่แก้ไขจาก Food and Drugs Composition Labeling Regulation ภายใต้ Food and Drugs of the Public Health and Municipal Services Ordinance (Caption 132) ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติของฮ่องกงแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 โดยกฎหมายทั้งสองฉบับมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองและสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยทางด้านอาหารให้แก่ผู้บริโภค

 

n   Food and Environmental Hygiene Department (FEHD) ของรัฐบาลฮ่องกงเป็นหน่วยงานหลักที่ได้เสนอให้มีการแก้ไข Food and Drugs Composition Labeling Regulation ในการเพิ่มกฎหมายฉลากโภชนาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการ (nutrition facts) แก่ผู้บริโภค และควบคุมมิให้มีการโฆษณาสรรพคุณสินค้าเกินจริง ข้อเสนอกฎหมายใหม่นี้กำหนดให้สินค้าอาหาร  ทุกประเภทต้องแสดงรายละเอียดคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่มีการโฆษณาสรรพคุณ (อาทิ “ปราศจากน้ำตาล”   “ไขมันต่ำ” “มีเส้นใยมาก” “ไม่มีคอเลสเตอรอล”)  

n   FEHD ได้ประเมินท่าทีและรวบรวมความคิดเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ อาทิ ภาคเอกชน ประชาชน ผู้แทนทางการทูตในฮ่องกง ก่อนที่จะแก้ไขและเสนอเข้าสู่สภานิติบัญญัติฮ่องกง ซึ่งส่วนใหญ่แสดงท่าทีห่วงกังวลต่อการออกกฎหมายนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อศักยภาพของฮ่องกงในการเป็นเมืองที่มีลักษณะ cosmopolitan ซึ่งจะทำให้ความหลากหลายของสินค้าลดลง โดยสินค้าร้อยละ 65 ที่ นำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ สหรัฐ ฯ จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไทย จะมีต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับฮ่องกงเป็นตลาดขนาดเล็ก จึงเป็นไปได้ว่าประเทศดังกล่าว อาจย้ายตลาดส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นแทน  

n   คณะผู้แทนต่างประเทศในฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐ ฯ และออสเตรเลีย ได้หารือและประชุมกับผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมายนี้ อาทิ ญี่ปุ่น ไทย (ผู้แทนจาก สคต. เข้าร่วมประชุม) เพื่อหาจุดร่วมในการเรียกร้องให้แก้ไขร่างกฎหมายและได้พยายามลอบบี้ Dr. York Chow ตำแหน่ง Secretary for Food and Health ขอให้แก้ไขร่างกฎหมายก่อนเสนอสภานิติบัญญัติฮ่องกง โดยขอให้ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายฉลากโภชนาการกับสินค้าที่มียอดขายน้อยกว่า 30,000 ชิ้น และขอให้ผ่อนปรนกับสินค้าที่มีการติดฉลากที่โฆษณาสรรพคุณตามความเป็นจริงและทดสอบถูกต้องแล้วในทางวิทยาศาสตร์ โดยให้เหตุผลว่า (1) สินค้าที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศส่วนใหญ่มีปริมาณไม่มากและมักมีการโฆษณาสรรพคุณ (2) ผู้บริโภคจะมีทางเลือกสินค้าที่หลากลาย (3) ปริมาณสินค้าจากที่เคยนำเข้าน้อยอาจเพิ่มมากขึ้นในภายหลัง เพราะอาจเป็นที่นิยม ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉลากโภชนาการที่ต้องมีการแสดงรายละเอียดคุณค่าโภชนาการ และ (4) ฮ่องกงจะสามารถรักษาศักยภาพในการเป็นตลาดเสรีที่มีลักษณะเปิดกว้าง

สถานะล่าสุด

n   เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 สภานิติบัญญัติของฮ่องกงได้พิจารณาอนุมัติกฎหมายฉลากโภชนาการแต่ไม่อนุมัติในส่วนของข้อเสนอของรัฐบาล (นำโดยนาย Donald Tsang ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง และ Dr. York Chow) ในการแก้ไขกฎหมายฉลากโภชนาการที่ขอให้มีการยกเว้นสำหรับสินค้า 2 ประเภท คือ (1) สินค้าที่มียอดจำหน่ายน้อยกว่า 30,000 ชิ้นต่อปี และ (2) สินค้าอาหารที่มีการโฆษณาสรรพคุณไร้ trans-fat โดยข้อเสนอดังกล่าวได้ถูกคัดค้านจากเสียงส่วนใหญ่ในสภานิติบัญญัติด้วยคะแนนเสียงคัดค้าน 27 เสียง ต่อเสียงสนับสนุน 26 เสียง จึงทำให้  ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายต้องตกไป  

n   หลังจากที่กฎหมายฉลากโภชนาการผ่านการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติฮ่องกงแล้ว กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า (1 ก.ค. 2553) โดยจะมีการตรวจสอบผลหลังจากมีการบังคับใช้แล้ว    1 ปี (2554) 

n  ภายใต้กฎหมายฉลากโภชนาการฮ่องกงได้กำหนดรูปแบบเฉพาะของฉลากแสดงคุณค่าโภชนาการ  ที่สำคัญ ได้แก่

                  -  การแสดงหน่วยการให้พลังงานเป็น 100 กรัมต่อมิลลิลิตร (100 g/ml) หรือต่อ   การรับประทาน 1 ครั้ง (per serving)

                  -  ฉลากแสดงคุณค่าทางโภชนาการจะต้องจัดทำในรูปแบบตารางเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน หรือทั้งสองภาษา และจะต้องไม่อยู่ในส่วนของฉลากสินค้า (label)

                 

ผลกระทบของกฎหมายฉลากโภชนาการต่อฮ่องกง

1.      ตลาดที่เคยส่งออกสินค้าไปยังฮ่องกงอาจเปลี่ยนการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่น ๆ แทนเนื่องจากกฎหมายฉลากโภชนาการจะมีต้นทุนในการจัดทำฉลากโภชนาการใหม่

2.      ผู้ผลิตอาจต้องขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากต้องผลักภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภค

3.   ความหลากหลายของสินค้าในฮ่องกงน้อยลง คาดว่า จะส่งผลให้สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 15,000 รายการจะหายไปจากตลาดฮ่องกง 

4.      ฮ่องกงอาจสูญเสียการเป็นเมืองที่มีลักษณะ cosmopolitan ทั้งในสายตาของชาวฮ่องกงและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ด้วย 

ผลกระทบของกฎหมายฉลากโภชนาการต่อไทย

1.      สินค้าประเภทอาหารที่บรรจุห่อแล้ว (pre-packaged) ที่ไทยส่งออกไปยังฮ่องกงที่ยังไม่มีการติดฉลากรายละเอียดทางโภชนาการ จะต้องมีภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากการจัดทำฉลากโภชนาการ และถึงแม้ว่าสินค้าอาหารบางประเภทที่บรรจุห่อแล้วและมีการติดฉลากทางโภชนาการครบถ้วน อาจต้องจัดทำฉลากทางโภชนาการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการแสดงคุณค่าทางโภชนาการของฮ่องกง ตัวอย่างเช่น FEHD ของฮ่องกงกำหนดให้สินค้าที่ส่งออกไปยังฮ่องกงต้องแสดงรายละเอียดทางโภชณาการ 8 อย่าง (อาทิ พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไขมันอิ่มตัว โซเดียม   น้ำตาล และสารอาหารหลักอีก 1 ชนิด) ในขณะที่สินค้าที่ไทยส่งออกประเภทเดียวกันไปยังประเทศอื่น อาจแสดงรายละเอียดทางโภชนาการน้อยกว่า 8 ชนิด (ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละประเทศ)

2.      จากสถิติของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่า สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยที่ส่งออกไปยังฮ่องกง อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป (ร้อยละ 3.61) ข้าว (ร้อยละ 2.17) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (ร้อยละ 0.25) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ (ร้อยละ 0.22) ผลิตภัณฑ์ข้าว (ร้อยละ 0.17) สิ่งปรุงรส (ร้อยละ 0.09) จะต้องแสดงรายละเอียดโภชนาการ แต่ผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ของฮ่องกง ดังนั้น กฎหมายฉลากโภชนาการของฮ่องกงไม่น่าจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าประเภทนี้ของไทยไปยังตลาดฮ่องกง

------------------------------------------------------------------- 

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง

2 มิถุนายน 2551